สมูทตี้สำหรับการลดน้ำหนัก

สมูทตี้สำหรับการลดน้ำหนัก

สมูทตี้เป็นหนึ่งในสูตรควบคุมน้ำหนักที่เห็นผลชัดเจน เพราะจะช่วยใช้รู้สึกสดชื่น และยังส่งผลดีต่อร่างกายแบบองค์รวม “ผอมและสวยเป๊ะ” คงไม่ไกลเกินเอื้อม ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของสมูทตี้หลากสีกันก่อนดีกว่า ช่วยล้างพิษในลำไส้และเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญ จึงไม่อ้วนง่าย หลายคนอาจเคยลดน้ำหนักด้วยวิธีต่าง ๆ แต่อาจไม่เห็นผล แถมความมุ่งมุ่นที่มากเกินไปกลายเป็นการสะสมความเครียด แม้ผอมลงได้ ไม่นานก็กลับมาอ้วนอีก ความกังวลใจเหล้านี้จะหมดไป หากมาทดลองโปรแกรมไดเอตด้วยสมูทตี้หลากสี ซึ่งทำง่าย รวดเร็ว และรสชาติดี จึงดื่มได้ทุกวันแม้ช่วงเร่งรีบ บางคนลองทำโปรแกรมนี้สองสามวันก็เห็นผล โดยไม่รู้สึกว่าต้องฝืนตัวเองและสนุกกับการลดน้ำหนักมากขึ้น นอกจากนี้ร่างกายยังได้รับวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใยอาหาร และเอนไซม์ ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ ทำให้สารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ถูกขับออกมา ร่างกายจึงไม่มีของเสียตกค้าง ไม่อ้วนง่าย และสุขภาพดีจากภายใน

โปรแกรมยอดฮิตไปทั่วโลก

โปรแกรมไดเอตด้วยสมูทตี้ หรือที่เซเลบฮอลลีวู้ด นางแบบ นายแบบ และบรรณาธิการหนังสือต่างๆ รู้จักกันในชื่อ “Juice Cleanses” เป็นสูตรไดเอตยอดนิยมมานานหลายปี เพราะสามารถสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย ขณะที่ล้างสารพิษไปพร้อมกัน ส่งผลให้อวัยวะภายในและผิวพรรณมีสุขภาพดี เปล่งปลั่ง พร้อมๆ กับน้ำหนักตัวที่ลดลง แต่ดูไม่โทรม

3 เหตุผล ที่ทำให้คุณต้องหลงรักสมูทตี้

  1. ง่าย แค่ปั่นส่วนผสมทุกอย่างด้วยเครื่องปั่นสมูทตี้เข้าด้วยกันในขั้นตอนเดียว
  2. อร่อย ร่างกายได้รับประโยชน์จากผักและผลไม้ แถมยังเลือกชนิดได้ตามความชอบ
    ไม่เครียด จะดื่มมากหรือน้อยก็ได้ประโยชน์เท่ากัน ฉะนั้นจึงไม่รู้สึกเครียดจนเกินไป
  3. ความแตกต่างระหว่างสมูทตี้กับน้ำผลไม้สมูทตี้ คือ การปั่นผลไม้กับของเหลว (น้ำเปล่าหรือนมถั่วเหลือง) ให้เป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนน้ำผลไม้คือการคั้นเอาเฉพาะน้ำจากผักหรือผลไม้โดยไม่ต้องผสมน้ำ

ไดเอตด้วยสมูทตี้หลากสี มีประโยชน์มากกว่าที่คิด เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารจากผักและผลไม้อย่างเต็มที่ สุขภาพและผิวพรรณย่อมดีตามไปด้วย

  1. สมูทตี้ทำง่ายแม้ในช่วงเช้าที่แสนวุ่นวาย คนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารเช้า เพราะมีเวลาน้อย และต้องรีบออกจากบ้านเพื่อให้ทันเวลางาน แต่การทำสมูทตี้มีข้อยกเว้น แค่หั่นผักหรือผลไม้ให้เป็นชิ้นขนาดพอเหมาะ ปั่นให้ละเอียดแล้วรินใส่แก้ว ใช้เวลาเพียง 5 นาทีก็ได้ เติมอาหารมีประโยชน์ให้กับร่างกายแล้ว แต่ถ้ากลัวเสียเวลา ลองใช้วิธีหั่นส่วนผสมแช่เย็นเตรียมไว้ตั้งแต่กลางคืนก็จะสะดวกขึ้นมาก
  2. สมูทตี้อุดมด้วยเอนไซม์มีประโยชน์ หลายคนคิดไม่ถึงว่าสารอาหารจากผักผลไม้ส่วนมากอยู่ที่เปลือก สมูทตี้จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้รับประทานได้ทั้งเปลือก นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ที่คนในปัจจุบันมักได้รับไม่เพียงพอ อย่างวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร เพื่อทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายดีขึ้น
  3. ดื่มสมูทตี้แก้วเดียว แต่ได้รับประทานผักผลไม้ตั้งหลายชนิด การรับประทานสลัดหนึ่งจานให้หมดต้องเคี้ยวจนเมื่อยปาก หรือถ้าเบื่อน้ำสลัดข้น ๆ ซึ่งมีแต่ไขมันและโซเดียมปริมาณมาก ลองหันมาดื่มสมูทตี้สักแก้ว ใช้เวลาไม่นานก็เหมือนได้รับประทานผักและผลไม้ทั้งจานแล้ว ง่ายกว่าขนาดนี้ใครจะอดใจไหว
  4. เลือกดื่มตามจำนวนที่เหมาะสมกับตัวเองได้ สิ่งที่ทรมานที่สุดสำหรับการไดเอตคือการอดอาหารและความรู้สึกกดดันที่ว่าห้ามรับประทานจะทำให้เครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเลือกไดเอตในที่สุด แต่การดื่มสมูทตี้แทนอาหารไม่ได้จำกัดปริมาณ จะเลือกดื่มครั้งละกี่แก้วหรือเมื่อไรก็ได้ตามความเหมาะสมของร่างกาย ทั้งนี้หากต้องการเห็นผลเร็ว ควรดื่มให้ได้วันละ 10แก้ว
  5. ผอมสวย หุ่นกระชับ ผิวพรรณเปล่งปลั่งในคราวเดียว ผักและผลไม้มีสารอาหารที่ช่วยให้ผอมลงและสวยเปล่งปลั่งพร้อม ๆ กัน เช่น วิตามินซีช่วยป้องกันการผลิตเมลานิน อันเป็นต้นเหตุของจุดด่างดำ ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ขณะที่วิตามินอีทำให้เส้นผมเงางามและช่วยล้างพิษ
  6. ปรับสภาพและล้างสารพิษในลำไส้ สมูทตี้ช่วยปรับสภาพการทำงานของลำไส้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งช่วยขับของเสียตกค้างในลำไส้ แก้ปัญหาท้องผูก ผิวหยาบกร้าน และอาการบวมน้ำ อีกทั้งกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญและสร้างทดแทนของเซลล์ (metabolism) ส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็วและไม่กลับมาอ้วนอีก

พื้นฐานของความงาม = เอนไซม์จากสมูทตี้แสนอร่อย

การทำให้ลำไส้สะอาด คือทางลัดสู่ความงามอย่างแท้จริง โดยมีเอนไซม์เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการดังกล่าว มาเริ่มรับประทานเอนไซม์เพื่อปรับสมดุลร่างกายและสวยจากภายในกันดีกว่า

เอนไซม์คืออะไร

เอนไซม์ คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเซลล์ การย่อยสลาย การดูดซึม และการเผาผลาญในร่างกายมนุษย์มีเอนไซม์อยู่มากกว่า 3,000 ชนิด ซึ่งจะเกิดและสลายตัวเป็นวัฏจักรเป็นวงจรเรื่อย ๆ แต่เมื่ออายุมากขึ้นกระบวนการสร้างเอนไซม์กลับเสื่อมถอยลง จึงจำเป็นต้องเพิ่มเอนไซม์จากอาหารเข้าไป

หากเอนไซม์ไม่เพียงพอจะเกิดผลอย่างไร

  1. การทำงานของลำไส้แย่ลง
  2. ระบบเผาผลาญเสื่อมถอย
  3. ภูมิต้านทานโรคลดลง
  4. ผอมยาก

จุดอ่อนของเอนไซม์

อาหารทุกชนิดมีเอนไซม์ แต่หากผ่านความร้อนสูงกว่า 48 องศาเซลเซียส จะทำให้เอนไซม์ตายหมด หากต้องการให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากเอนไซม์อย่างเต็มที่ ก็จะเป็นต้องรับประทานอาหารสด ๆ เท่านั้น

ร่างกายได้รับเอนไซม์จากสมูทตี้อย่างเต็มที่ การทำสมูทตี้จากผักและผลไม้สด ๆ โดยไม่ผ่านความร้อน ทำให้ไม่สูญเสียเอนไซม์ ซึ่งจะเข้าไปปรับระบบการทำงานของลำไส้ กระตุ้นระบบเผาผลาญ และเพิ่มภูมิต้านทานโรคในร่างกาย

สวยจากภายในด้วยพลังธรรมชาติจากสมูทตี้

สมูทตี้สีสันต่าง ๆ ที่ได้จากผักและผลไม้หลายชนิด นอกจากจะดูลดใสแล้วยังเป็นเครื่องดื่มเพื่อความงามอย่างแท้จริงด้วย

พลังธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในสีสันของผักผลไม้

นอกจากสารอาหารทั้ง 6 หมู่ อันได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์กับร่ายกายแล้ว สารพฤกษเคมีหรือไฟโตนิวเทรียนต์ (phytonutrients) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้พืชผักชนิดนั้น ๆ มีสี กลิ่น หรือรสชาติเฉพาะตัว ยังเป็นส่วนที่มีฤทธิ์ต่อต้ายหรือป้องกันโรคบางชนิดด้วย

กล่าวกันว่า สารพฤกษเคมีตามธรรมชาติมีมากถึงประมาณ 10,000 ชนิด ซึ่งให้สรรพคุณแตกต่างกัน และสารที่ได้รับความสนใจมากสุดคือสารชะลอวัย (anti-aging) ดังนั้นการดื่มสมูทตี้หลากสี (colorful smoothie) จึงช่วยคงความอ่อนเยาว์ได้

สมูทตี้หลากสีคืออะไร

สมูทตี้หลากสี คือ รูปแบบการดื่มสมูทตี้แนวใหม่ที่คิดค้นโดย คุณซูซูโน๊ะ อาซามิยะ เป็นหลักการบำบัดร่างกายด้วยสี (color therapy) ซึ่งมีอยู่ในผักและผลไม้ตามธรรมชาติ มาช่วยสร้างเสริมให้ร่างกายแข็งแรงและสวยงามขึ้น

สารอาหารหลัก 6 ชนิด จากสมูทตี้หลากสี มาดูกันว่าในสมูทตี้หลากสีหนึ่งแก้วมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ทั้งสุขภาพและความงามอะไรบ้าง

วิตามิน

วิตามินเอ บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นและแข็งแรง ซึ่งมีอยู่มากในผักใบเขียวหรือผักสีเข้ม วิตามินเอจะละลายในไขมันได้ดี หากรับประทานคู่กับอาหารจำพวกไขมันจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินได้ดีขึ้น

อาหารแนะนำ : แครอต ผักปวยเล้ง ผักโคมัตสีนะ เป็นต้น

วิตามินบีรวม ขึ้นชื่อว่าเป็นวิตามินเพื่อความงาม ซึ่งจำเป็นต่อระบบการเผาผลาญของร่างกาย ทั้

วิตามินบี 1 ที่ช่วยสลายน้ำตาล บี 2 ช่วยเผาผลาญไขมัน และบี 6 ช่วยย่อยโปรตีน หากร่างกายได้รับวิตามินบีเต็มที่ก็จะช่วยให้กระบวนการดังกล่าวเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และไม่เหลือสิ่งตกค้างซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน

อาหารแนะนำ : กล้วยหอม โยเกิร์ต เป็นต้น

วิตามินซี มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวให้สวยกระจ่างใส อีกทั้งมีผลต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนในผิวและสร้างความแข็งแรงให้เส้นเลือดฝอย

อาหารแนะนำ : สตรอว์เบอร์รี่ กีวี ส้ม สับปะรด เป็นต้น

วิตามินอี มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยชะลอความชรา ยับยั้งการสร้างเมลานินซึ่งเป็นต้นเหตุของผิวหมองคล้ำ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี แก้อาการไหล่ตึงและอาการมือ – เท้า เย็น เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ

อาหารแนะนำ : อะโวคาโด และพริกหวาน เป็นต้น

กรดโฟลิก จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบี มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงของทารกในครรภ์ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยแก้อาการหน้ามืดวิงเวียน

อาหารแนะนำ : ผักปวยเล้ง ผัดโคมัตสึนะ พาร์สลีย์ เป็นต้น

สารต้านอนุมูลอิสระคืออะไร

การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายส่งผลให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งทำให้เซลล์ร่างกายเสื่อมลง นอกจากนี้พฤติกรรมในชีวิตประจำวันและมลพิษ เช่น ความเครียด การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ ควันพิษ หรือคลื่นแม่เหล็ก ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้อนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้

แร่ธาตุ

โพแทสเซียม ทำหน้าที่ขับเกลือที่มากเกินไปออกจากร่างกาย เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลของน้ำในร่างกาย หากมีโพแทสเซียมน้อยเกินไปอาจทำให้เกิดอาการบวมน้ำและอาการอ่อนเพลียได้ง่ายในช่วงอากาศร้อน

อาหารแนะนำ : แตงโม พาร์สลีย์ ขิง อะโวคาโด แครอต เป็นต้น

แคลเซียม แร่ธาตุสำคัญในการสร้างกระดูก และช่วยปรับสมดุลทางอารมณ์เพื่อไม่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดที่เกิดจากการขาดสารอาหารในช่วงควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงอย่างสม่ำเสมอระหว่างไดเอต

อาหารแนะนำ : ผักใบเขียว โยเกิร์ต ขิง เป็นต้น

เหล็ก ทำหน้าที่สร้างเฮโมโกบินในเม็ดเลือดแดงและขนส่งเอนไซม์ไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากได้รับไม่เพียงพออาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง หายใจติดขัด และหน้ามืดวิงเวียน อย่างไรก็ตาม ร่างกายสามารถดูดซึมเหล็กได้เพียงแต่ 8 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะผู้หญิง ดังนั้นจึงต้องรับประทานเหล็กอย่างสม่ำเสมอ

อาหารแนะนำ : ผักโคมัตสึนะ พาร์สลีย์ งา เป็นต้น

เส้นใยอาหาร เป็นสารประกอบในอาหารที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่ละลายในน้ำกับ ชนิดที่ไม่ละลายในน้ำ เส้นใยชนิดแรกมีคุณสมบัติช่วยป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเฉียบพลัน ขณะที่เส้นใยชนิดที่สองช่วยแก้อาการท้องผูกและล้างสิ่งตกค้างในลำไส้ ปรับสภาพลำไส้ให้สะอาด

อาหารแนะนำ : ผักใบเขียว แครอต แอ๊ปเปิ้ล กล้วยหอม สับปะรด เป็นต้น

กรดแล็กติก หนึ่งในแบคทีเรียชนิดดี พบมากในของหมักดอง มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลในลำไส้ แก้ปัญหาท้องผูก ป้องกันผิวหยาบกร้าน อาหรที่มีกรดชนิดนี้สูงและหาซื้อได้สะดวกคือโยเกิร์ต หากรับประทานคู่กับกล้วยหอมจะช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียและโอลิโกแซ็กคาไรด์ ช่วยให้ระบบเผาผลาญและขับถ่ายทำงานได้ดี

อาหารแนะนำ : โยเกิร์ต เป็นต้น

ไอโซฟลาโวนในถั่วเหลือง (soybean isoflavone) จัดอยู่ในกลุ่มสารพอลิฟีนอล (polyphenol) มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านแบคทีเรีย ไวรัส และป้องกันฟันผุ สารชนิดนี้มีระบบการทำงานคล้ายคลึงกับฮอร์โมนเอสโทรเจนในเพศหญิง ซึ่งช่วยคงความอ่อนเยาว์ ทำให้ฮอร์โมนสมดุล รอบเดือนมาปกติ และช่วยให้การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) คงที่

อาหารแนะนำ : น้ำเต้าหู้ ถั่วเหลือง เป็นต้น

ไลโคปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีประสิทธิภาพมากกว่าเบต้าแคโรทีนสองเท่าและมากกว่าวิตามินอีหนึ่งร้อยเท่า พบมากในมะเขือเทศ ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลต ยับยั้งการเกิดเมลานิน ทำให้ผิวกระจ่างใส

อาหารแนะนำ : มะเขือเทศลูกเล็ก เกรปฟรุต เป็นต้น

ช่วงเวลากับการดื่มสมูทตี้

การลดน้ำหนักตามโปรแกรมไดเอตด้วยสมูทตี้หลากสีอย่างได้ผล ควรเริ่มจากการเปลี่ยนมาดื่มสมูทตี้แทนอาหารเช้าและช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และไม่เพิ่มอาหารเกินจำเป็น

MORNING SMOOTHIE with Powerful Blender

การดื่มสมูทตี้ตอนเช้าช่วยให้ผอมได้อย่างไร

ตอนเช้าเป็นเวลาที่อวัยวะในร่างกายเริ่มต้นทำงานอย่างสมบูรณ์หลักจากหลับมาตลอดทั้งคืน ซึ่งร่างกายอยู่ในสภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและขาดน้ำ ดังนั้นอาหารเช้าจึงเปรียบเสมือนน้ำมันที่ช่วยให้อวัยวะขับเคลื่อนไปได้ รวมถึงปรับระบบย่อยอาหารให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมทำงาน

สมูทตี้เป็นของเหลว ย่อยง่าย จึงไม่ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานหนักเกินไป เหมาะเป็นอาหารอย่างแรกที่ร่างกายต้องการ เพราเมื่อระบบย่อยอาหารเริ่มทำงาน อุณหภูมิร่างกายก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กระบวนการเผาผลาญทำงานดีขึ้น และสามารถส่งต่อสารอาหารต่าง ๆ ไปยังอวัยวะภายในได้อย่างทั่วถึง รวมถึงช่วยกระตุ้นการทำงานในระบบขับถ่ายให้เป็นไปตามปกติด้วย

ช่วงเวลาขับถ่าย 4.00 – 12.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายพร้อมขับถ่ายของเสียออกมา จึงควรรับประทานอาหารที่ไม่ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป สมูทตี้เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุด แถมยังช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ในเช้าวันใหม่ด้วย

ข้อดีของการดื่มสมูทตี้ยามเช้า

  • ย่อยง่ายและให้พลังงานเพียงพอโดยไม่ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานหนักเกินไป
  • กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น

NIGHT SMOOTHIE

การดื่มสมูทตี้ตอนค่ำ ช่วยให้ผอมได้อย่างไร

ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic system) ทำหน้าที่ควบคุมการสะสมพลังงาน การทำงานของหลอดเลือดส่วนต่าง ๆ และอวัยวะภายในให้เกิดประสิทธิภาพสูงสูด ซึ่งระบบประสาทพาราซิมพาเทติกจะทำงานช่วงกลางคืน หากทำหน้าที่ได้เต็มที่ การทำงานของลำไส้ก็จะดีตามไปด้วย

ส่วนสมูทตี้นั้นมีแคลอรีต่ำช่วยให้การไดเอตได้ผล ทั้งยังช่วยกระตุ้นการขับถ่ายในช่วงเช้าและกระตุ้นการทำงานของลำไส้ในช่วงกลางคืน ส่งผลให้วงจรของระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างสมบูรณ์

ช่วงเวลาดูดซึม 20.00 – 4.00 น.

หลังมื้ออาหารเสร็จสิ้นจากกิจวัตรประจำวัน ช่วงเวลานี้ร่างกายจะย่อยและดูดซึมสารอาหาร นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนพูดว่า “หากรับประทานอาหารหลัง 21.00 น. จะทำให้อ้วน” แต่ถ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ให้เปลี่ยนจากอาหารเป็นสมูทตี้ ซึ่งช่วยให้รู้สึกอิ่ม ได้รับสารอาหารครบถ้วน และแคลอรีต่ำ นอกจากนี้กลางคืนยังเป็นช่วงเวลาที่ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงาน ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะภายในรวมถึงลำไส้เป็นไปอย่างสมบูรณ์

ข้อดีของการดื่มสมูทตี้ตอนค่ำ

  • ลดแคลอรีจากการรับประทานอาหารและทำให้การไดเอตมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • กระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก